บล็อกนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาอินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ที่ให้ความสนใจ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมชม

9.13.2555

ยูคาลิปตัส ประโยชน์หรือโทษมหันต์ต่อสุขภาพดิน


ยูคาลิปตัส ประโยชน์หรือโทษมหันต์ต่อสุขภาพดิน

สุทธิพงษ์  พงษ์วร


          หลังจากที่ได้ดูรายการทีวีที่พยายามนำเสนอและสนับสนุนเรื่องการปลูกยูคาลิปตัส พันธุ์ไม้ที่เจริญเติบโตได้รวดเร็ว เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และเพื่อการนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะใช้เป็นเชื้อเพลิง หรือปลูกขายเพื่อนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ ทำนั่งร้านสำหรับการก่อสร้างอาคาร และการทำไบโอดีเซล แต่เป้าหมายหลักๆ ก็คือความคาดหวังในการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ปลูกนั่นเอง

          พอได้ดูได้ฟังแล้วก็อดใจที่จะไม่ให้มีคำถามเกิดขึ้นในใจไม่ได้จริงๆ สำหรับนโยบายการกลับมาส่งเสริมการปลูกยูคาลิปตัสอีกครั้ง เพราะในอดีตรัฐบาลสมัยก่อนๆ ก็ได้เคยส่งเสริมการปลูกมาแล้ว และผลที่เห็นก็คือคุณภาพดินแย่ลง ซึ่งผลดังกล่าวยังคงปรากฏให้เห็นจนถึงปัจจุบันในหลายพื้นที่ และเมื่อมีการนำโครงการส่งเสริมการปลูกยูคาลิปตัสมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เราในฐานะประชาชนต้องหันมาคิดแบบวิทยาศาสตร์กันสักหน่อย ถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมา ก่อนที่จะลงมือทำอะไรลงไป

         และวิธีที่ดีที่สุดและทำได้ง่ายที่สุด ก็คือ ต้องพยายามหาข้อมูลงานวิจัยมาสนับสนุนหรือคัดค้านแนวคิดของตัวเองก่อนที่จะตัดสินใจปลูก และยังเป็นข้อมูลที่จะแสดงให้เห็นว่าการปลูกยูคาลิปตัส พืชนำเข้าจากประเทศออสเตรเลียนั้นมีประโยชน์หรือเป็นโทษกันแน่

         เบื้องต้น เราควรมาทำความรู้จักต้นยูคาลิปตัสกันก่อนว่ามีความเป็นมาอย่างไร ต้นยูคาลิปตัสจะมีมากมายหลายสายพันธุ์ และมีมากกว่า 700 ชนิดเลยทีเดียว ส่วนใหญ่พบเป็นพืชประจำถิ่นของออสเตรเลีย มีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่พบได้ในบริเวณใกล้เคียงกับออสเตรเลีย เช่น พบในนิวกินี อินโดนีเซียและเกาะทางเหนือของหมู่เกาะฟิลิปปินส์อีกหนึ่งเกาะ ต่อมาจึงมีการนำมาปลูกในหลายพื้นที่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นในประเทศสหรัฐอเมริกา แอฟริกา อิสราเอล อเมริกาใต้ อินเดีย และจีน เป็นต้น เพื่อจุดประสงค์หลักอย่างเดียวก็คือเพื่อประโยชน์ทางการค้า เนื่องจากเป็นไม้ที่เจริญเติบโตได้เร็ว และสามารถดำรงชีวิตในที่แห้งแล้งได้ดี        

         ปัจจุบันนี้ แนวคิดในเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญทางด้านป่าไม้ กับผู้เชี่ยวชาญทางด้านพฤกษศาสตร์  บ้างก็กล่าวว่ายูคาลิปตัสเป็นไม้โตเร็วที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามก็นำเสนอข้อมูลงานวิจัยอีกด้านเพื่อนำมาเป็นข้อโต้แย้งในหลายประเด็น อาทิ เช่น ใบของต้นยูคาลิปตัสจะมีน้ำมันที่เมื่อร่วงหล่นลงสู่พื้นดินจะทำให้คุณภาพดินเสียไป และต้นยูคาลิปตัสเองยังเป็นพืชที่ใช้น้ำในดินปริมาณมากสำหรับการเจริญเติบโต ดังนั้นในเรื่องของการส่งเสริมการปลูก จึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างระมัดระวัง เพราะจากการนำยูคาลิปตัสเข้ามาปลูกในประเทศไทยเมื่อกว่า 30 ปีจะเห็นได้ว่ายูคาลิปตัสจะทำให้คุณภาพดินและระบบนิเวศเสียไปมากกว่าที่จะทำให้ดีขึ้น

         หลังจากที่มีการทดลองนำเอายูคาลิปตัสไปปลูกในทะเลทรายในอิสราเอล ก็พบว่ายูคาลิปตัสเติบโตได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากนั้นก็เกิดคำถามว่า….”ทำไม?” จึงมีการศึกษาในเรื่องนี้เพื่อดูการใช้น้ำในการเจริญเติบโตของพืชชนิดนี้ พบว่าระบบรากของยูคาลิปตัสสามารถที่จะชอนไชไปดึงน้ำที่ถูกเก็บไว้ใต้ดินหรือตามซอกหินมาใช้ได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น การศึกษาในครั้งนี้จึงเป็นการให้ข้อมูลยืนยันว่า ยูคาลิปตัสเป็นพืชที่มีระบบรากและระบบการดูดซึมน้ำที่ดี ซึ่งจากข้อได้เปรียบในเรื่องที่มันเป็นพืชที่มีความสามารถในการดำรงชีวิตในเขตแห้งแล้งนี่เอง จึงเป็นข้อควรระวังในการนำเข้ามาปลูกในพื้นที่ที่มีพืชประจำถิ่นอยู่ เพราะจะทำให้พืชประจำถิ่นไม่สามารถแข่งขันได้และตายไปในที่สุด

          ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาในเรื่องของการสลายตัวของใบยูคาลิปตัสและการเปลี่ยนแปลงของธาตุอาหารพืช ได้แก่ โพแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน พบว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างยูคาลิปตัส ทำให้สมดุลของธาตุอาหารพืชในดินเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตหน้าดินก็มีแนวโน้มลดลง แล้วยังมีผลต่อจำนวนและชนิดของแมลงที่อาศัยกับพืชน้ำโดยรอบสวนป่ายูคาลิปตัสด้วยเมื่อศึกษาเทียบกับป่าธรรมชาติ  ส่งผลให้คุณภาพดินและสิ่งแวดล้อมค่อยๆ เสื่อมคุณภาพลงไปในที่สุด

        นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับชนิดของพืชในเรื่องของระบบราก ใบ การย่อยสลายของใบ ธาตุอาหารของพืชที่ได้จากการสลายตัว กับความหนาแน่นของไส้เดือนดินในหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมามีผลต่อความหนาแน่นของไส้เดือนดินและความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย ในการศึกษาวิจัยดังกล่าวเป็นการศึกษาเปรียบเทียบแปลงเพาะปลูกต้นยูคาลิปตัสกับต้นอัลบีเซีย (Albizia) หลังจากปลูกเป็นระยะเวลา 9 ปี พบว่าต้นอัลบีเซียซึ่งเป็นไม้โตเร็วเช่นกันมีอัตราการล่วงหล่นของใบมากกว่าต้นยูคาลิปตัสและมีอัตราการสลายตัวของใบเร็วกว่าต้นยูคาลิปตัสทำให้เหลือใบของมันกองอยู่บนพื้นน้อยกว่าแปลงเพาะปลูกยูคาลิปตัส เมื่อสำรวจดูปริมาณไส้เดือนดินในแปลงเพาะปลูกต้นไม้ทั้งสองชนิดก็พบว่าปริมาณไส้เดือนดินในแปลงที่ปลูกต้นอัลบีเซียมีมากกว่าปริมาณไส้เดือนดินในแปลงเพาะปลูกยูคาลิปตัส ถึง 5 เท่า และเมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับแปลงที่ปลูกยูคาลิปตัสร้อยละ 75 ผสมกับต้นอัลบีเซียร้อยละ 25 พบว่ามีปริมาณไส้เดือนดินมากกว่าแปลงที่ปลูกยูคาลิปตัสอย่างเดียวถึง 3 เท่า การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าใบยูคาลิปตัสมีคุณภาพต่ำถ้ามองในเรื่องของการนำกลับมาเป็นปุ๋ยบำรุงดินและย่อยสลายได้ช้า ทำให้คุณภาพของดินค่อยๆ เสื่อมลง ปริมาณไส้เดือนดินจึงน้อยลงตามลำดับ เพราะซากพืชซากสัตว์ในดินซึ่งเป็นแหล่งอาหารของไส้เดือนดินลดลงนั่นเอง และไส้เดือนดินเองก็มีส่วนช่วยในการปรับปรุงคุณภาพดินด้วย

        อีกกรณีที่อยากจะให้คิดและคำนึงถึง ก็คือ เรื่องสมดุลของการปลูกพืชแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริ กับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวซึ่งเคยปฏิบัติกันมา ซึ่งในกรณีหลังพบมีผลทำให้คุณภาพดินแย่ลงและสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศบริเวณนั้นก็มีความหลากหลายลดลงด้วยเช่นกัน ดังนั้นการปลูกพืชแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

         สรุป อีกครั้งสำหรับเป็นแนวทางในการตัดสินใจที่จะปลูกยูคาลิปตัส มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ คุณภาพดิน ถ้ามั่นใจว่า ดินบริเวณนั้นมีคุณภาพต่ำจนไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่นได้ ก็สามารถปลูกยูคาลิปตัสได้ เพราะยูคาลิปตัสเป็นพืชที่ทนต่อสภาวะแวดล้อมที่แย่ๆ ได้ดี แต่ถ้ายังมีทางเลือกที่จะปลูกพืชชนิดอื่น ก็ขอให้คิดให้รอบคอบว่ามันคุ้มกันไหมกับสิ่งที่จะได้มา และสิ่งที่จะเสียไป ซึ่งนั่นก็คือ ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินที่ใช้ในการปลูกพืชนั่นเอง



เอกสารอ้างอิง

Briones, M. J. I. & Ineson, P. (1996) Decomposition of Eucalyptus leaves in litter mixtures. Soil  Biology   and  Biochemistry, 28(10), 1381-1388.
Callisto, M., Barbosa, F. A. R. & Moreno, P. (2002) The influence of Eucalyptus plantations on the macrofauna associated with Salvinia auriculata in southeast Brazil. Brazilian Journal of Biology, 62 (1), 63-68.
Cohen, Y., Adar, E., Dody, A. & Schiller, G. (1997) Underground water use by Eucalyptus trees in an arid climate. Trees,11, 356-362.
Wipatayotin, A. (2008) Two ministers reject concerns over Eucalyptus. Bangkok Post. 12 February, p.4, Bangkok.
Zoe, X. (1993) Species effects on earthworm desity in tropical tree plantations in Hawaii. Biology and Fertility of Soils, 15,35-38.


http://www.i-creativeweb.com/demo/biology/index.php?option=com_content&view=article&id=209:-8-51&catid=45:bio-article-&Itemid=112

เม็ดเลือดแดง


เซลล์เม็ดเลือดแดง คืออะไร
         เซลล์เม็ดเลือดแดง (red blood cell หรือ erythrocyte) เป็นเซลล์ที่ไม่มีนิวเคลียส และมีรูปร่างแตกต่างจากเซลล์โดยทั่วไป เมื่อดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ จะเห็นว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงมีลักษณะคล้ายกับโดนัทที่ไม่มีรูตรงกลาง โดยส่วนกลางจะมีลักษณะบางกว่าส่วนขอบของเซลล์ ลักษณะดังกล่าวเมื่อดูผ่านกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงจะทำให้ปริมาณแสงส่องทะลุผ่านได้ไม่เท่ากัน เกิดเป็นภาพคล้ายกับโดนัทที่เห็นกันจนคุ้นตา


ภาพที่ 1  เซลล์เม็ดเลือดแดงที่ส่วนกลางเซลล์แสงจะส่องทะลุผ่านได้มากกว่า
(ภาพโดย – สุทธิพงษ์ พงษ์วร)

          เซลล์เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่นำออกซิเจนส่งไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยอาศัย “ฮีโมโกลบิน (hemoglobin)” เป็นตัวนำออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่างๆ และพาคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากเซลล์เพื่อกำจัดออกจากร่างกายต่อไป (รายละเอียดอ่านได้ในเรื่องการรักษาดุลภาพของร่างกาย หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานและเพิ่มเติมชีววิทยา เล่ม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4) การที่เซลล์เม็ดเลือดแดงมีสีแดงก็เนื่องมาจาก ฮีโมโกลบินภายในเซลล์ซึ่งเมื่อจับกับออกซิเจนแล้วจะทำให้เกิดสีแดงขึ้น

          สำหรับการสร้างเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่างๆ (รวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดแดง) ในช่วงแรกของระยะเอ็มบริโอ เซลล์เม็ดเลือด (เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ เซลล์เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด) จะถูกสร้างขึ้นจากกลุ่มเซลล์ต้นกำเนิด (stem cells) ในบริเวณตับ (liver) ม้าม(spleen) และไขสันหลัง (bone marrow) ต่อมาในช่วง 3-6 เดือนของทารกในครรภ์ การสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง (และ granulocyte monocyte และ megakaryocyte ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่จะเจริญต่อไปเป็นเกล็ดเลือด) จะถูกสร้างที่ตับและม้ามเป็นหลัก จากนั้นเมื่อทารกคลอดมาแล้วการสร้างเซลล์เม็ดเลือดก็จะถูกสร้างที่ไขสันหลังเป็นหลัก ซึ่งการเปลี่ยนตำแหน่งในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปพร้อมๆ กับการเจริญของเนื้อเยื่อและเซลล์ที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดที่ไขสันหลังด้วย  
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ 

         ทำไมเซลล์เม็ดเลือดแดงถึงมีรูปร่างไม่กลมเหมือนเซลล์อื่นๆ  ประเด็นแรกก็คือ การที่เซลล์เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างของเซลล์ในลักษณะนี้ก็เพื่อใช้ประโยชน์ในการเพิ่มพื้นที่ผิวของการแพร่ของออกซิเจนผ่านเข้า-ออกเซลล์ ทำให้ประสิทธิภาพในการขนส่งออกซิเจนทำได้รวดเร็วขึ้นกว่าเซลล์โดยทั่วไป โปรตีน Spectrin แยกออกจากกันจะเกิดเป็นโพรงภายในเซลล์และทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสามารถยืดตัวและรอดผ่านหลอดเลือดฝอยไปได้

           นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของโครงสร้างกับหน้าที่ของเซลล์เม็ดเลือดแดง เพื่อทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของเซลล์เม็ดเลือดแดงปกติและภาวะการเกิดโรคเกี่ยวกับเซลล์เม็ดเลือด โดยทำการศึกษาการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดแดงผ่านหลอดเลือดฝอย เพื่อดูว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงมีการเปลี่ยนรูปร่างไปอย่างไรเพื่อให้สามารถเคลื่อนที่ผ่านหลอดเลือดฝอยที่มีขนาดของท่อเล็กกว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง (เซลล์เม็ดเลือดแดงมีขนาด 8 ไมโครเมตร หลอดเลือดฝอยที่สมองเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 ไมโครเมตร) ซึ่งจากลักษณะดังกล่าวทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในเพื่อให้รูปร่างภายนอกของเซลล์เปลี่ยนไปด้วย (เหมือนลักษณะของลูกโป่งกลมๆ ถูกดันให้ผ่านท่อที่มีขนาดเล็ก) โดยโปรตีนที่มีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์เม็ดเลือดแดงคือโปรตีนที่เรียกว่า Spectrin โดยพบว่าเมื่อแขนงโปรตีน Spectrin แยกออกจากกันจะเกิดเป็นโพรงภายในเซลล์และทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสามารถยืดตัวและรอดผ่านหลอดเลือดฝอยไปได้



ภาพที่ 2  การเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดแดงผ่านท่อที่มีขนาดเล็ก
(ที่มา - New model shows molecular mechanics of red blood cells. MIT Tech talk)
          ลักษณะพิเศษอีกอย่างของเซลล์เม็ดเลือดแดงก็คือ เซลล์เม็ดเลือดแดงไม่มีนิวเคลียส ซึ่งจะทำให้ภายในเซลล์มีที่ว่างเหลือสำหรับการเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบิน ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสามารถขนส่งออกซิเจนได้มากขึ้น นอกจากนี้เซลล์เม็ดเลือดแดงยังไม่มีไมโทคอนเดรีย ซึ่งเราก็ทราบหน้าที่ของไมโทคอนเดรียดีว่าเป็นออร์แกเนลล์ที่ทำหน้าที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ แต่ถึงเซลล์เม็ดเลือดแดงจะไม่มีไมโทคอนเดรีย มันก็ยังสามารถสร้าง ATP เพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ภายในเซลล์ได้ โดยสร้างจากกระบวนการเมแทบอลิซึมแบบที่ไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic metabolism) ซึ่งเป็นการปรับตัวเพื่อทำให้ออกซิเจนที่เก็บไว้ในเซลล์ถูกขนส่งไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกายโดยไม่ถูกใช้ไปในเมแทบอลิซึมของเซลล์แบบที่ใช้ออกซิเจน (aerobic metabolism) จะเห็นได้ว่ามันเป็นการปรับตัวเพื่อทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ขนถ่ายออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด 
  
เอกสารอ้างอิง
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2548) หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานและ เพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2544. พิมพ์ครั้งที่ 3. 113 หน้า.
Berne, R. M. & Levy, M. N. (1993)Physiology, Missouri, Mosby-Year Book, Inc.
Campbell, N. A., Reece, J. B., Urry, L. A., Cain, M. L., Wasserman, S. A., Minorsky, P. V. & Jackson, R. B. (2008)Biology, San Francisco, Pearson Education, Inc.
Trafton, A. (2007) New model shows molecular mechanics of red blood cells. MIT Tech talk,51(20),  5-6. Available : http://web.mit.edu/newsoffice/2007/techtalk51-20.pdf (Retrieved 29/10/2008)

 
http://www.i-creativeweb.com/demo/biology/index.php?option=com_content&view=article&id=211:2009-12-23-12-06-17&catid=45:bio-article-&Itemid=112


หนูน้อยอัจฉริยะวัย 4 ขวบ ไอคิวเทียบเท่า ‘ฮอว์คิง-ไอน์สไตน์’



Picture : Solent News & Photo Agency
สมาคมคนอัจฉริยะ “เม็นซ่า″ ยอมรับหนูน้อยผู้ดีวัย 4 ขวบ หลังทดสอบไอคิวได้สูงถึง 159 เกือบเท่ากับ “สตีเฟน ฮอว์คิง” และ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” โดยทั้งสองคนดังไอคิวอยู่ที่ 160…
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 13 เม.ย. ว่า หนูน้อย ไฮดี้ แฮนกิ้นส์ วัยเพียง 4 ขวบ จากเมืองวินเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ได้รับการยอมรับจากสมาคมคนอัจฉริยะ “เม็นซ่า″ แม้เธอยังอายุไม่ถึงเกณฑ์เข้าศึกษาในโรงเรียนเลยก็ตาม

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จากเม็นซ่า เดินทางไปทดสอบระดับไอคิวของเธอที่เนิร์สเซอรี่ และยอมรับว่าหนูน้อยฉลาดเป็นกรด ไอคิวสูงถึง 159 เทียบเท่ากับ “สตีเฟน ฮอว์คิง” นักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยา ศาสตรจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง โดยทั้ง 2 ท่านมีไอคิวอยู่ที่ 160 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของไอคิวผู้ใหญ่ทั่วไปอยู่ที่ 100 ส่วนผู้ที่มีพรสวรรค์อยู่ที่ 130

หนูน้อยไฮดี้ สามารถบวกและลบเลข วาดภาพเหมือนบุคคล เขียนเป็นประโยค และอ่านหนังสือสำหรับเด็ก 7 ขวบ ได้เมื่อเธออายุเพียง 2 ขวบเท่านั้น ส่วนแบบทดสอบของเม็นซ่า ที่เธอได้ทำการทดสอบนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อเด็กในวัยเดียวกับเธอ ที่ผสมผสานการแก้ปัญหาลงไปในรูปแบบต่างๆ ทั้งปริศนาภาพและคำ

ด้าน แมทธิว แฮนกิ้นส์ บิดาของหนูน้อย หวังว่าลูกสาวจะได้ข้ามไปศึกษาในชั้นเรียนที่เหมาะสมกับเธอเลย แทนการนั่งเรียนตั้งแต่เริ่มแรก และเล่าว่า ลูกสาววาดภาพบุคคล วาดภาพเจ้าหญิง และสรรพสัตว์ ขณะอายุแค่ 14 เดือน แต่เธอยังเป็นเหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไป ที่ชอบเล่นตุ๊กตาบาร์บี้และต่อเลโก้ แต่สักพักเธอก็จะไปนั่งอ่านหนังสือ โดยที่ครอบครัวไม่ได้ยัดเยียดให้เธอเลย เธอเลือกเองทั้งหมด และชอบเรียนรู้ด้วยตัวเองด้วย นอกจากนี้เธอยังพยายามออกเสียงและพูดให้เป็นคำตั้งแต่เกิด เมื่ออายุ 1 ขวบความรู้ด้านคำศัพท์อยู่ในระดับดี ขณะเริ่มพูดเธอก็พูดแบบเต็มรูปแบบประโยคเลยทันที

ขณะที่ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน ระบุว่า “เราเชื่อมาเสมอว่าไฮดี้เป็นเด็กฉลาด เพราะเธออ่านหนังสือได้ไวมาก ผมอยากรู้ว่าไอคิวของเธอจะสูงแค่ไหน จึงให้เธออ่านหนังสือชุด จำนวน 3 เล่มของอ็อกฟอร์ด สำหรับเด็ก 7 ขวบ เมื่อเธออายุเพียงแค่ 2 ขวบ และเธออ่านจบทั้งหมดภายในเวลา 30 นาที”

จอห์น สตีเวนาจ ประธานกรรมการเม็นซ่าแห่งอังกฤษ ระบุว่า ระดับไอคิวของไฮดี้จะไม่เปลี่ยนแปลงหรือลดลงเมื่อเธออายุมากขึ้น และหวังว่าครอบครัวของเธอจะให้เธอเข้าสมาคมเม็นซ่า เพื่อพัฒนาบุคคลที่มีความเป็นอัจฉริยภาพต่อไป.